การศึกษาระบบ-ระเบียบการจัดซื้อยาของโรงพยาบาลรัฐบาล ระยะเวลา : กรกฎาคม 2549-สิงหาคม 2550

หมวดหมู่งานวิจัย 
เขียนโดย
webmaster
เมื่อวันที่
01 January 2007
Default image
ให้คะแนน
ยังไม่มีการให้คะแนน
ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดต้นฉบับ 18 ครั้ง
Default image
- bytes
ดาวน์โหลด
0 ครั้ง
จำนวนผู้อ่าน
182

การจัดซื้อยาเป็นไปตามระเบียบจัดซื้อพัสดุซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับให้การจัดซื้อจัดหายาของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  คือ ได้ยาที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม ทันเวลา และโปร่งใส ตรวจสอบได้

ในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา  สิ่งแวดล้อมในระบบได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก  ทั้งในแง่ของยาใหม่ที่เข้าสู่ตลาด อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา อัตราเงินเฟ้อ ราคายา จำนวนผู้ป่วย และแนวทางการดำเนินการทางการตลาดของบริษัทยา  ล้วนมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบอย่างมากต่อการจัดซื้อยาของโรงพยาบาลรัฐ  ระเบียบพัสดุพ.ศ.2535 แม้จะถูกปรับเปลี่ยนในบางจุด  แต่ก็ยังคงมีข้อสังเกตบางประการซึ่งทำให้การทำงานของผู้ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างยากลำบาก  จึงเป็นที่มาของการศึกษาทบทวนระบบ  ระเบียบการจัดซื้อยาเพื่อระบุปัญหา ผลกระทบ  ตลอดจนระดมสมองเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงระเบียบจัดซื้อยาซึ่งเหมาะสมกับการปฏิบัติงานจริง  ขณะที่เอื้อให้การจัดซื้อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส

จากการทบทวนระเบียบจัดซื้อพัสดุและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยาในประเทศไทย การประชุมระดมสมองเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยา  และการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบ  สรุปได้ว่านโยบายและระเบียบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  ไม่เอื้อให้การทำงานเพื่อให้สามารถซื้อยาได้ทันกับความต้องการของผู้ป่วย ขณะที่ต้องพยายามทำตามระเบียบซึ่งวางไว้

อาจกล่าวได้ว่าปัญหาที่พบในการจัดซื้อยาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติ (implementation failure) และ 2) ปัญหาในเชิงกรอบแนวคิดของนโยบาย (theoretical failure)

ปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติเกิดจากความไม่พร้อมของกลไกรองรับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบการจัดซื้อยา ตัวอย่างของปัญหาประเภทนี้ได้แก่ การกำหนดให้การจัดซื้อต้องอ้างอิงราคากลาง แต่ฐานข้อมูลราคากลางที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้สะท้อนสภาวะตลาดที่แท้จริง หรือปัญหาความไม่พร้อมของกลไกการตรวจสอบ และการเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพยาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

สำหรับกรอบแนวคิดของนโยบาย เช่น การกำหนดสัดส่วนของเงินงบประมาณที่ให้จัดซื้อยาชื่อสามัญในบัญชียาหลัก  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ให้ประกันในระบบประกันสุขภาพ  การกำหนดให้หน่วยราชการต้องจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรม  โครงสร้างราคากลางและการกำหนดกรอบโดยไม่สนใจธรรมชาติของการดำเนินกิจการผู้ขาย ก่อให้เกิดปัญหาได้  เนื่องจากการกำหนดนโยบาย ณ เวลาหนึ่ง ย่อมเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง  แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป สิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง นโยบายซึ่งเคยเหมาะสมอาจจะไม่เหมาะสมอีกต่อไป จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประเมินความเหมาะสมของนโยบาย และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน